ความรู้สึกแรก เมื่อผมติดโควิด

โควิด…เป็นมาแล้ว

– เมื่อผมติดโควิด!
วันที่ 3 เมษายน 2564 ผล swob เป็นบวก (การตรวจหาเชื้อโควิดจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก) แปลว่าพบเชื้อโควิดในระบบหายใจ ความรู้สึกแรกคือ เราสัมผัสใครมาบ้าง? คนรอบข้างจะติดเชื้อเพราะเรามั้ย? เราจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนรึป่าว? นั่นคือคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว เป็นความกังวลจนกลายเป็นความเครียด จากนั้นไฟทุกดวงก็ส่องมาที่ผม หลายหน่วยงานติดต่อเข้ามาสอบถามTimeline 2สัปดาห์ย้อนหลัง ผมก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และก็ไม่เป็นปัญหา เพราะก่อนหน้านี้แทบจะไม่ได้กลับบ้านหรือพบเจอผู้คนเลย อีกทั้งยังต้องเข้าเวรเกือบทุกวัน และยังมีภาระหน้าที่ในความรับผิดชอบต้องดำเนินการให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เรือนจำ แต่ก็ยังคงกังวลถึงความปลอดภัยของคนรอบข้างมากกว่าตัวเองหรืองานด้วยซ้ำ

– รับเชื้อมาจากไหน?
คำถามยอดฮิตจากคนรอบข้าง ผมและเพื่อนร่วมชะตากรรมเรามีหน้าที่ดูแลกลุ่มคนที่สังคมไม่ค่อยยอมรับหรือคนที่คนส่วนใหญ่มองว่าอันตราย(ถ้าไม่ใช่ลูกหลานหรือญาติพี่น้องตัวเอง) และคอยต้อนรับการเยี่ยมเยียนจากญาติพี่น้องของคนเหล่านี้ ณ ที่ทำการ แน่นอนว่าเชื้อไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แล้วมาจากไหนล่ะ? ผมไม่สามารถตอบได้ และก็ไม่กล่าวโทษใคร! เพราะคิดว่าจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นและไม่เกิดประโยชน์เลย

– ติดเชื้อแล้วไงต่อ?
เราได้รับการดูแลจากคณะแพทย์ พยาบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด กักตัวติดตามอาการที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โชคดีที่ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการหรือมีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด ได้รับการดูแลอย่างดีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่6ของการพักรักษาอาการ และในวันที่7(ตรงกับวันที่9มีนาคม2564) ต้องย้ายไปรักษาอาการที่โรงพยาบาลยี่งอฯ เพราะต้องใช้พื้นที่เดิมรองรับผู้ติดเชื้อสูงอายุ และผู้ติดเชื้อที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีโรคประจำตัว และหรือมีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตสูง เช่นเดิมที่โรงพยาบาลยี่งอฯ ก็ยังคงได้รับการดูแลอย่างดีมากๆจากทีมแพทย์พยาบาล และทุกคนที่เกี่ยวข้อง ส่วนอาการก็แทบจะปกติทุกอย่าง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่…!

– สภาพจิตใจและสิ่งที่ได้รับ?
เป็นคำถามที่อยากได้ยิน แต่ไม่มีใครถามเลยนอกจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ซึ่งจะถามทุกคนที่ตรวจพบเชื้อ ทุกคนก็ยังคงมีขวัญกำลังใจที่ดี แต่สิ่งที่บั่นทอนจิตใจและเพิ่มความเครียดไม่ใช่เพราะเชื้อโควิดแต่เป็นเพราะคนรอบข้างและคนในสังคม ที่แสดงออกถึงความรังเกียจหรือกล่าวโทษมากกว่าการให้กำลังใจ หนำซ้ำยังลุกลามถึงขั้นแสดงอาการ Anti/bully หรือแสดงออกถึงความรังเกียจคนในครอบครัว ทั้งที่แทบจะไม่มีเวลากลับไปหาหรืออยู่ด้วยกันเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำใจยอมรับได้ยากมาก

– ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้?
รู้หรือไม่? ว่าบางคนมาหาที่บ้านทั้งโทรหา หรือติดต่อทางสื่อต่างๆ เพื่อฝากให้ดูแลญาติพี่น้องที่ติดคุก
ทั้งที่งานยุ่งแต่ก็ยังสละเวลาเพื่อสนองความต้องการของคนเหล่านั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองบางรายมาพร้อมกับน้ำตาและเสียงร้องไห้ ส่วนใหญ่ก็จะปลอบใจให้คำปรึกษาและรับปากจะแจ้งข่าวคราวให้เกือบทุกคน คิดย้อนกลับก็เศร้าเพราะถึงคราลำบากสิ่งที่ได้รับกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

– หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้!
อย่างแรกเลยต้องขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลรักษาและอำนวยความสะดวกในทุกๆด้าน ตลอดจนทุกคนที่คอยส่งกำลังใจมาให้ ทั้งที่โทรมาหรือส่งข้อความ อาจจะตอบไม่ครบทุกคนเพราะเยอะมาก แต่ก็ซาบซึ้งในความหวังดีและควรค่าแก่การจดจำ เช่นเดียวกันสำหรับคนที่ทับถมหรือแสดงถึงความรังเกียจทั้งตัวผมและครอบครัวเราก็จะจดจำพวกคุณเช่นกัน

– วันที่ 11 เมษายน 2564 (วันนี้)
(***แก้ไข ล่าสุดแพทย์ได้แจ้งเลื่อนวันกลับจากวันที่ 11 เป็นวันที่ 16 เมษายน 2564 โดยให้กักตัวให้ครบ 14 วัน เพื่อติดตามอาการ ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข***) จึงจะอนุญาตให้กลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ เพราะเชื้อในร่างกายตายแล้วไม่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ แต่ก็ยังคงไม่กลับบ้านเพราะเข้าใจความรู้สึกถึงความกังวลของทุกคน ท้ายนี้ขอให้ทุกคนและครอบครัวปลอดภัยจากเชื้อร้ายนี้และปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ขอบคุณครับ
#ติดโควิดเพราะงานใช่เที่ยวรัตติกาล
#เจ็บกว่าโควิดก็คนขวิดนี่แหละ
#โควิดคัดกรองได้ทั้งโรคได้ทั้งคน

Binnirus®
นายนิรุสดี บินนิมุ
นักทัณฑวิทยาปฏิบัติการ
เรือนจำจังหวัดนราธิวาส

อ่านต่อ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *